[SF] After the rain...

posted on 17 Aug 2009 12:26 by moominvalley  in fictionz

 

 

After the rain... (when I miss you) 

 

....ถ้าฝนหยุดตกแล้ว  จะออกไปหาเธอ  หรือว่าจะโทรไปบอกให้เธอรีบออกมาหาฉันดีล่ะ?.... 

บางเวลาที่ฉันนั่งมองสายฝนผ่านกระจกบานใสที่หน้าร้าน 

            เพียงแค่แสงแลบแปลบปลาบบนท้องฟ้าก็ทำให้ฉันคิดอยากเจอเธอขึ้นมาเสียดื้อๆ  

ถ้าฉันกลายเป็นคนที่อยากจะเอาแต่ใจขึ้นมา  เธอจะต่อว่าฉันไหมนะ?

 

               .............................................................................................................................. 

 

 

 

เสียงครางครึมบนท้องทำให้เรียวขายาวที่กำลังก้าวเดินนั้นหยุดลง

ก่อนที่ใบหน้าจะเงยขึ้นมองไปยังระนาบกว้างใหญ่ข้างบนที่ถูกถมไปด้วยสีเทามากขึ้นทีละนิดๆ  

นิ้วเรียวยกขึ้นปาดหยดน้ำหยดเล็กที่ตกลงบนผิวแก้ม 

ฝนตกซะแล้ว...

 

 

ขาเรียวยาวก้าวไวๆให้ไปถึงคาเฟ่ที่อยู่ระหว่างทางกลับบ้านให้เร็วที่สุดก่อนที่จะเปียกไปมากกว่านี้ 

สีของพื้นถนนค่อยๆเข้มขึ้นเพราะฝนที่เริ่มโปรยลงมา  ความชื้นนั้นทำให้เขาได้กลิ่นไอดินเสียชัด 

แม้ว่าจะไม่ถึงกับเทลงมา  แต่ฝอยละอองเล็กๆ คงทำให้เปียกได้ทั้งตัวหากว่าไม่รีบหาที่หลบเสียก่อน 

 

 

เพียงแค่ประตูหน้าร้านถูกผลักเข้าไปด้านใน กลิ่นหวานอุ่นๆก็ลอยเตะจมูก  

สตูลทรงสูงตรงเคาน์เตอร์ติดกระจกหน้าร้านสามสี่ตัวเป็นที่ที่ยังคงว่างอยู่ 

แม้ว่าจะมีใครวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหลบฝนในร้านแบบเขา

แต่ช่วงเวลานี้โต๊ะในร้านก็ถูกจับจองจนเกือบเต็มด้วยคู่รักเป็นปกติ  นั่นเองที่ทำให้อดถอนใจออกมาน้อยๆไม่ได้ 

 

 

“ ชาร้อนครับ ”  เสียงเบาเอ่ยกับพนักงานที่มายืนรอรับออเดอร์โดยที่ไม่ต้องเปิดดูเมนูให้เสียเวลา 

เขาไม่ชอบของหวาน จึงสั่งแค่ชาร้อนทุกครั้ง  ไม่ว่าจะมาคนเดียว  หรือมากับยองอุน...

 

ดูเหมือนว่าเขาจะคิดถึงอีกจนได้...  ทั้งๆที่เมื่อวานก็เพิ่งจะโทรคุยกันไปแท้ๆ 

นี่ต้องโทษว่าเป็นเพราะว่าดินฟ้าอากาศ  หรือว่าเขาอ่อนไหวเกินไปดีล่ะ

บทสนทนาธรรมดาๆที่คุยกันผ่านสายโทรศัพท์เมื่อวานยังคงดังอยู่ในหัว 

แม้กระทั่งว่าคนที่ปลายสายนั้นจะพูดมาด้วยน้ำเสียงแบบไหนเขาก็จำได้แม่นไม่ผิดเพี้ยน

.

.

.

 

“ ทำอะไรอยู่ ” เสียงอุ่นๆของปลายสายจากอีกฟากโลกทักทายมาด้วยประโยคเดิมๆเหมือนทุกครั้ง

“ เปล่าทำอะไร ”  แล้วก็ตอบไปแบบเดิม  ไม่ได้คิดจะกวนประสาทหรืออะไร 

ก็เพราะไม่ได้ทำอะไรจริงๆอย่างที่ว่า  ...เวลาคุยโทรศัพท์กับยองอุนน่ะ  เขาไม่เอาอย่างอื่นมาทำแทรกหรอก...

“ เหรอ  นึกว่าคิดถึงกันอยู่ซะอีก ”  แต่ก็ถูกตอบกลับมาอย่างรู้ทันจนได้

“ บ้าหรือไง หลงตัวเอง...” เสียงดังขึ้นอีกนิดเพื่อกลบเกลื่อนที่อีกคนจับทางเขาได้ถูก

“ ฮ่ะๆๆ น้อยใจจัง นึกว่านายจะหลงฉันด้วยเสียอีก  ... แล้วนี่กินข้าวรึยัง ”

“ ถ้ามื้อเช้าล่ะก็กินแล้ว ”

“ จองซูอา... ตอนนี้ที่นั่นบ่ายสามแล้วไม่ใช่หรือไง.. กินข้าวให้เป็นเวลาสิ 

ชั้นไม่อยู่ ถ้านายล้มไปเพราะปวดกระเพาะอีก ใครจะแบกนายไปหาหมอ ”

“ ชั้นก็จะรอจนกว่านายจะกลับมาพาฉันไปนั่นแหละ ”  คำพูดนั้นฟังดูไม่สนใจจะห่วงตัวเอง 

แต่เจ้าตัวก็เริ่มเคลื่อนตัวเองไปอยู่หน้าตู้เย็น เพราะรู้ว่ายองอุนพูดด้วยความรู้สึกอย่างไร 

“ หาอะไรลงท้องอยู่ใช่รึเปล่า ”  ถามกลับมาเพราะว่าเสียงหวานๆนั้นเงียบไปพักหนึ่ง

“ อื้อ..”  เสียงตอบอู้อี้เพราะกำลังจัดการกลืนนมเย็นๆลงไปรองก้นกระเพาะให้เรียบร้อย 

คนที่ปลายสายจะได้ไม่มาต่อว่ากันอีก

“ ต้องให้ฉันห่วงนายก่อนหรือไงอีทึก  ถึงจะยอมห่วงตัวเอง ”

“ นายต้องห่วงฉันอยู่แล้วสิ ฉันจะเอาเวลาที่ไหนมาห่วงตัวเองได้ ”

“ ทำไม  ..ช่วงนี้งานยุ่งเหรอ ”

“ อื้อ  ก็มัวแต่คิดถึงเจ้าอ้วนที่ไหนก็ไม่รู้  ไม่ว่างดูแลตัวเองหรอก ”

“ ...  ไหนว่าไม่คิดถึงไง ”  เงียบไปนิดก่อนจะว่าออกมา 

 น้ำเสียงแบบนี้ทำเอาจองซูเองก็จินตนาการไปว่าอีกคนก็คงยิ้มอยู่เหมือนกัน

“ นี่  เมื่อไรนายจะกลับมาซักทีล่ะ ”

“ ก็จนกว่าเคลียร์งานทางนี้เสร็จ ...จองซู นายรอได้ใช่ไหม”

“ ไม่  ฉันรอไม่ได้ ”

“ ว้า  ถ้าไม่มีใครรออยู่ แล้วฉันจะกลับไปทำไมล่ะเนี่ย  อยู่ทำงานที่นี่ต่ออีกสักสองโปรเจคดีไหมเนี่ย ”

“ นายก็รู้ว่าฉันรออยู่  รีบทำงานแล้วรีบกลับมาซะสิ  ไอ้อ้วน ”

“ ฮ่ะๆๆๆ  ครับเจ้านาย..”  สรรพนามที่ถูกเรียกไม่ทำให้โกรธเคืองอะไรกลับทำให้เขาอารมณ์ดีและมีกำลังใจเพิ่มขึ้นเป็นกอง

“.............”

“ คิดถึงนายนะ จองซู ”

เมื่อคิดถึงตรงนี้  ก็อดที่จะแอบยิ้มนิดๆไม่ได้  ... ฉันคิดถึงนายมากกว่าแน่ๆ เจ้าอ้วนบ้ายองอุน...

เพียงแค่คิดถึงใครบางคนเท่านั้น  จากชาร้อนๆ ตอนนี้กลับหลงเหลือควันเพียงน้อยนิดที่อ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวน้ำ 

คนใจลอยเมื่อครู่จึงรีบยกมันขึ้นจิบเสียก่อนที่มันจะชืดไปกว่านี้

 

 

สายตาเหงาๆทอดมองออกไปภายนอก  ตอนนี้ฝนตกหนักกว่าทีแรกมาก 

หยดน้ำเล็กๆมากมายสาดกระทบก่อนจะทิ้งตัวตามน้ำหนักไหลลู่ลงไปกับกระจกบานใส

...เพราะสายฝนคือหยาดหยดที่ถูดพัดพามาจากวันวานหรือไรกัน 

ทุกครั้งที่ฝนตก  เราจึงมักจะคิดถึงเรื่องราวในอดีตอยู่ทุกครั้งไป...

 

 

ก็ร้านนี้นี่แหละ  ที่คังอินมาเทียวไล้เทียวขื่อเขาอยู่เกือบปี 

ตั้งแต่สมัยยังหล่อเพรียว  เป็นหนุ่มคิ้วเข้มตาคม นึกไปแล้วก็อดขำไม่ได้ 

“ ท่าจะเป็นเอามากแฮะ ปาร์ค จองซู ”   มือบางยกขึ้นขยี้ตาเมื่อสมองของเขามันดันสร้างภาพไปว่ามียองอุนสมัยสี่ปีที่แล้วมาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าร้าน

 

คงเป็นภาพที่น่าขำไม่น้อยเมื่อผู้ชายคนหนึ่งมายืนแอบมองผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ในร้าน 

แต่สำหรับตัวเขาเองแล้ว ในตอนนั้นมันเหมือนว่าจะขำไม่ออกซะมากกว่า 

เมื่อใครที่ไหนก็ไม่รู้มายืนมองอยู่เป็นนานสองนาน  แอบมองเป็นเดือนๆ  โดยที่ไม่เข้ามาทัก

ตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะใจกล้าออกไปถามตรงๆ ว่ามาด้อมๆมองๆเขาทำไม  

สรุปเลยเป็นอันว่าคุมเชิงกันอยู่แบบนั้นหลายเดือน

จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาเองก็แวะมาที่ร้านนี้เป็นปกติ  แต่สิ่งที่ผิดปกติไปก็คือ 

ที่ประจำของเขามันไม่ว่างเหมือนเคยซะแล้ว  และคงจะไม่แปลกหรอก 

หากใครคนนั้นไม่ใช่คนที่เมื่อวันก่อนยังเอาแต่ยืนแอบมองเขาอยู่แต่ที่หน้าร้าน

 

“ ผม เอ้อ..  ผม ชื่อ คิมยองอุนครับ ”  นั่นคือคำแรกที่ทำให้เขาได้ฟังเสียงของยองอุน

...เสียงนุ่มคนละเรื่องกับเสียงของเขาเลย...

“ อื้ม.. ครับ ”    แม้จะเห็นหน้ากันมาพักใหญ่  แต่ก็รู้สึกงงเล็กๆน้อยไม่ได้กับคำทักทายประหลาดๆ

“ เอ่อออออ...”  เสียงเอ่อยาวๆกับท่าทางหมุนไปหมุนมาไม่ทำให้แปลกใจนัก

ในเมื่อกว่าหมอนี่จะเข้ามาในร้านก็เอาแต่ยืนอยู่ข้างนอกเป็นนานหลายเดือน

“ ครับ? มีอะไรกับผมหรือเปล่า...”

“ เอ่อ ”

“ ว่าไงครับ.. ถ้าไม่มีอะไรงั้นผมขอตัวล่ะ ” แต่ยังไม่ทันที่จะได้มองหาที่นั่งที่อื่น  อีกคนก็พูดขึ้นเสียก่อน

“ขอให้ผมรู้จักคุณได้ไหม  เอ่อ  ไม่สิ.. ผม อยากรู้จักคุณได้ไหม”  คำถามที่ฟังดูแปร่งๆทำเอาผมอดขำกับท่าทางของนายคิ้วเข้มคนนี้ไม่ได้เลยจริงๆ

“ ฮ่าๆๆๆ  แค่นี้เองเหรอ คุณถึงกับต้องมายืนด้อมๆมองๆผมอยู่ตั้งหลายเดือน ”

“ คุณรู้??? ”  สีหน้านั้นไม่ปิดบังเลยว่าตกใจมากที่เขารู้

“ นี่คุณ  ผมมีความรู้สึกนะ  มองขนาดนั้นจะไม่รู้ตัวได้ไง ”

“ ผม ผมขอโทษ ที่เสียมารยาทนะครับแต่..เอ่อ ผมไม่ได้..”  มือไม้ที่ยกโบกเป็นพัลวันคงตั้งใจจะบอกว่าไม่ได้มีเจตนาร้าย

“ ปาร์ค จองซู  ยินดีที่ได้รู้จักครับ ”  สุดท้ายก็หมดความอดทนกับท่าทางเอ่ออ่า  เลยบอกชื่อเสียงเรียงนามไปให้เจ้าตัวได้สมใจไปเสียที

 

นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกวันนี้ก็ได้  กับคำแนะนำตัวเปิ่นๆแปร่งๆของคิมยองอุน

 

มือบางจับถ้วยชาหมุนเล่นไปมาแต่ก็ยังคงคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยในเมื่อฝนยังคงไม่หยุดตก 

แต่ดวงตากลมคงจะปรับโฟกัสพลาดไปหน่อยกระมัง  ทำให้ดันไปมองเห็นเงาสะท้อนจางๆบนกระจกใสเสียแทน 

ที่โต๊ะหนึ่งภายในร้านที่เขากำลังนั่งหันหลังให้อยู่นั้น  วัยรุ่นหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังแอบแตะริมฝีปากกันเบาๆ

โดยที่คิดว่าคงไม่มีใครเห็น  แต่สายตาของเขาก็ดันบังเอิญไปมองเห็นเข้าพอดี

นิ้วเรียวยกขึ้นแตะริมฝีปากของตัวเองเบาๆ  ใช่ว่าภาพนั้นจะทำให้เขาตกใจอะไรนัก 

แต่ก็แค่คิดว่า  ดูเหมือนอะไรๆจะเป็นใจให้เขาเอาแต่คิดถึงเจ้าอ้วนบ้าเสียจริง...

 

ก็ไม่ใช่แค่ประโยคแรกที่เราได้คุยกันเท่านั้นหรอก 

จูบแรกของเราก็ที่เคาน์เตอร์ริมกระจกนี่แหละ 

...แม้ว่ามันจะเป็นจูบที่ไม่ได้ตั้งใจ  แต่ก็ขอนับว่ามันเป็นจูบแรกก็แล้วกัน  ก็มันเป็นจูบจากยองอุนนี่นา...

 

 

ช่วงใกล้สอบ เขามักจะมานั่งอ่านหนังสือที่นี่กับยองอุนสองคน  แม้ว่าจะเรียนกันคนละสาขา 

แต่เขาก็ชอบที่จะมานั่งอ่านหนังสือเงียบๆกับยองอุนมากกว่าการไปติวกับเพื่อนเป็นกลุ่มใหญ่

“ จองซู.. หมึกเลอะแก้มแล้ว  นายจะชอทโน๊ตลงบนแก้มตัวเองเหรอ ”  เสียงเรียกของยองอุนทำเอาเขาต้องวางปากกาเงยหน้าขึ้นมากจากหนังสือ

“ หือ... ตรงไหน ”  ถามพลางเอานิ้วป้ายหน้าตัวเองเพื่อเช็ดออกไปมั่วๆ

“ เดี๋ยวฉันเช็ดออกให้ หันหน้ามาสิ... กลัวคนอื่นเขาไม่รู้เหรอไงว่าขยันเรียน ”  เสียงนุ่มๆของยองอุนแกล้งแซว

“ ใช่ ขยันก็ต้องบอกให้คนอื่นรู้สิว่าขยัน ”  เขาเลยย้อนกลับไปแถมเชิดหน้าให้ด้วย

“ ฮ่ะๆๆ  ไม่ยอมกันเลยนะจองซู  นี่..อยู่นิ่งๆสิ ” 

ยังจำได้ถึงดวงตาสีดำสนิทของยองอุนที่จ้องมองมา 

 ใบหน้าของยองอุน โน้มเข้ามาใกล้อีกนิดเพื่อดูว่ารอยเปื้อนนั้นหมดไปหรือยัง 

อันที่จริงที่เขาแกล้งเชิดใส่นั่นก็เพราะว่าเขาไม่กล้าจะสบตากับยองอุนตรงๆต่างหาก 

 

แต่ในขณะที่มืออุ่นๆกำลังเช็ดรอยหมึกออกจาแก้มของเขาอยู่นั่นเอง 

กระเป๋าเป้ตุงๆของเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังวิ่งโร่เข้ามาในร้านก็ปะทะเข้ากับเก้าอี้สูงที่ยองอุนนั่งอยู่เข้าอย่างจัง 

ทำให้คนใจดีเสียหลัก ดีที่ว่าเขาเองเกาะเคาน์เตอร์เอาไว้ได้ทันไม่อย่างนั้นคงได้ล้มลงไปกองกันทั้งคู่ 

แต่ก็เพราะว่ายองอุนกำลังเสียหลักมาทางเขาแล้วเขาเองเกาะเอาไว้ได้ทันนั่นแหละ 

ถึงทำให้ริมฝีปากของเราแตะกันโดยบังเอิญ

ก็แค่เพียงเบาๆเท่านั้นแต่มันความรู้สึกนั้นมันกลับชัดเจนเหลือเกิน

 

“ อ๊ะ!  สองเสียงอุทานออกมาพร้อมกัน

“ ขอโทษฮะพี่ชาย ”  เสียงของเด็กน้อยกล่าวขอโทษก่อนจะจากไป 

แต่จำได้ว่าตอนนั้นเขาสองคนจะนึกอะไรไม่ออกเสียแล้ว 

นอกจากจะเบิกตาแล้วยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากของตัวเองกันทั้งคู่

 

แม้ว่าแอร์ภายในร้านจะเย็นสบาย แต่กลับรู้สึกว่าแก้มมันจะร้อนๆขึ้นมาอย่างไรชอบกล 

เมื่อมองหน้าอีกฝ่ายก็เห็นว่าแก้มของยองอุนก็แดงขึ้นมานิดๆ  เหมือนกัน แบบนี้คงจะไม่ต่างจากเขานักหรอก

“ เอ่อ... ฉัน...”  เสียงทุ้มเอ่ยติดๆขัดๆ

“ นายจะเขินอะไรนักหนาเล่า เป็นฉันไม่ใช่รึไงที่ต้องเขิน  นายขโมยจูบฉันนะเว้ย ” 

แกล้งผลักไหล่หนาออก  เพราะดูท่าว่าจะเขินจนค้างอยู่ท่าไหนท่านั้น

แล้วหน้าอยู่ใกล้กันนานๆ แบบนี้ใช่ว่าเขาจะเขินไม่เป็นเสียเมื่อไหร่

 

 

ใบหน้าเขินๆของยองอุนในตอนนั้นยังคงส่งยิ้มให้เขาทุกครั้งที่นึกถึง 

ไม่รู้ว่าอีกหน่อยเขาเองจะเอาสมองไปจำอะไรอย่างอื่นได้อีกไหมนอกจากเรื่องของ ไอ้อ้วนบ้า 

แค่ตอนนี้มันก็กินพื้นที่ในสมองของเขาไปมากกว่าสามในสี่ส่วนแล้ว 

หากให้เขานั่งคิดไปเรื่อยๆแบบนี้ จนกระทั่งร้านปิดก็เชื่อได้เลยว่ายังมีอะไรให้นึกถึงต่ออีกเยอะ

 

“ เฮ้อ...”  ตอนนี้เขาอยากเจอไอ้อ้วนบ้าของเขาจริงๆให้ตาย 

 เขาคงจะคิดถึงคิมยองอุนมากไปเสียแล้ว คงเป็นเพราะฝนเพราะฟ้าแน่ๆ

ถ้าฉันกลายเป็นคนที่อยากจะเอาแต่ใจขึ้นมา  เธอจะต่อว่าฉันไหมนะ?

นั่นสิ..  แล้วถ้าฉันเกิดอยากจะเอาแต่ใจขึ้นมาตอนนี้ นายจะบ่นฉันไหม?

 

 

เขารู้ดีว่า  เส้นทางของเราไม่ได้ซ้อนทับกันตลอดเวลาหรอก 

บางทีมันก็แยกห่างออกจากกันด้วยหน้าที่และเส้นทางของเราที่มันแตกต่างกันออกไปบ้าง 

แต่เราก็ตกลงกันและเข้าใจดีว่าบางเวลาเราอาจจะไม่ได้เจอหน้ากัน 

แต่บางครั้ง  ก็ต้องยอมรับว่าใจเขามันก็ดื้อและแกล้งไม่เข้าใจข้อตกลงของเรา 

อย่างเช่นในวันนี้ที่เราเจอกันไม่ได้  แต่เขากลับอยากเจอยองอุนเหลือเกิน  คิดถึงที่สุด 

ความคิดแบบเด็กเอาแต่ใจเลยผุดขึ้นมาในหัว 

 

...ฝนหยุดตกเมื่อไรล่ะก็  เขาจะรีบออกไปหายองอุนดีหรือเปล่า  หรือว่าจะโทรให้ยองอุนรีบออกมาหาเขาดีนะ ... 

 

แต่มันจะเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้ยองอุนคงกำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ที่อีกซีกโลกหนึ่ง

 

...คิดถึงจัง  อยากโทรไปหา แค่ได้ยินเสียงก็คงดี 

แต่ข้ออ้างข้อไหนจะฟังดูมีเหตุผลมากพอที่ฉันจะโทรไปปลุกนายขึ้นมาคุยกันกลางดึกกันนะ...

 

ดวงตากลมๆเหม่อมองขึ้นไปบนฟ้าด้วยหวังว่ามันจะเป็นทางที่เชื่อมเขากับคนในความคิดเอาไว้ด้วยกัน 

ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว  และพระอาทิตย์ก็กำลังจะหลบหายไปห้านหลังฉากที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าของเมืองใหญ่

องค์ประกอบที่ครบถ้วนนี่เองที่ทำให้ท้องฟ้าวันนี้ต่างไปจากทุกวัน 

ทั้งไอชื้นในอากาศ กับแสงที่ส่องกระทบ 

มันหักเหจนกลายเป็นเส้นแสงสวยๆหลากสีพาดยาวข้ามท้องฟ้าสีมัวที่เริ่มจะสดใสขึ้นกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย 

และนั่นเองที่ทำให้ดวงตากลมที่เคยเหม่อมองกลับไหวระริกด้วยความยินดี

 

 

...ใช่แล้ว  รุ้งกินน้ำ... 

 

 

next entry

ใคร?

posted on 17 Aug 2009 12:24 by moominvalley

 

 

 

เป้าหมายในชีวิต ใครอยู่ได้โดยไม่มีมันบ้าง

ใครอยู่ได้โดยไม่มีความฝันบ้าง

 

ใคร?

ONCE [kangteuk fiction book]

posted on 22 Jul 2009 22:46 by moominvalley  in fictionz

 

 

ONCE ...

 by cin cer(yotsucin)&moominvilla

 

รวมเล่มฟิคเรื่องที่สองของเรา  ครั้งนี้เป็นโปรเจคร่วม คังทึกสองเรื่อง สองสไตล์ โดย moominz น้อย กะพี่หยก ^ ^

 

อ่า.. ไม่รู้ว่ากระแสตอบรับจะเป็นไง  แต่ถ้ามีคนสนใจก็ดีอ่ะน้าาา  (เพราะไรท์เตอร์ตั้งใจแต่งสุดๆ)

 

รายละเอียดฟิค/การจองไปที่นี่โลด  http://saranghee.exteen.com/

 

สำหรับเรื่องของเราเอง จะลงให้ได้ทดลองอ่านกันที่นี่ เร็วๆนี้จ้าา