[SF] After the rain...
posted on 17 Aug 2009 12:26 by moominvalley in fictionz
After the rain... (when I miss you)
....ถ้าฝนหยุดตกแล้ว จะออกไปหาเธอ หรือว่าจะโทรไปบอกให้เธอรีบออกมาหาฉันดีล่ะ?....
บางเวลาที่ฉันนั่งมองสายฝนผ่านกระจกบานใสที่หน้าร้าน
เพียงแค่แสงแลบแปลบปลาบบนท้องฟ้าก็ทำให้ฉันคิดอยากเจอเธอขึ้นมาเสียดื้อๆ
ถ้าฉันกลายเป็นคนที่อยากจะเอาแต่ใจขึ้นมา เธอจะต่อว่าฉันไหมนะ?
..............................................................................................................................
เสียงครางครึมบนท้องทำให้เรียวขายาวที่กำลังก้าวเดินนั้นหยุดลง
ก่อนที่ใบหน้าจะเงยขึ้นมองไปยังระนาบกว้างใหญ่ข้างบนที่ถูกถมไปด้วยสีเทามากขึ้นทีละนิดๆ
นิ้วเรียวยกขึ้นปาดหยดน้ำหยดเล็กที่ตกลงบนผิวแก้ม
ฝนตกซะแล้ว...
ขาเรียวยาวก้าวไวๆให้ไปถึงคาเฟ่ที่อยู่ระหว่างทางกลับบ้านให้เร็วที่สุดก่อนที่จะเปียกไปมากกว่านี้
สีของพื้นถนนค่อยๆเข้มขึ้นเพราะฝนที่เริ่มโปรยลงมา ความชื้นนั้นทำให้เขาได้กลิ่นไอดินเสียชัด
แม้ว่าจะไม่ถึงกับเทลงมา แต่ฝอยละอองเล็กๆ คงทำให้เปียกได้ทั้งตัวหากว่าไม่รีบหาที่หลบเสียก่อน
เพียงแค่ประตูหน้าร้านถูกผลักเข้าไปด้านใน กลิ่นหวานอุ่นๆก็ลอยเตะจมูก
สตูลทรงสูงตรงเคาน์เตอร์ติดกระจกหน้าร้านสามสี่ตัวเป็นที่ที่ยังคงว่างอยู่
แม้ว่าจะมีใครวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาหลบฝนในร้านแบบเขา
แต่ช่วงเวลานี้โต๊ะในร้านก็ถูกจับจองจนเกือบเต็มด้วยคู่รักเป็นปกติ นั่นเองที่ทำให้อดถอนใจออกมาน้อยๆไม่ได้
“ ชาร้อนครับ ” เสียงเบาเอ่ยกับพนักงานที่มายืนรอรับออเดอร์โดยที่ไม่ต้องเปิดดูเมนูให้เสียเวลา
เขาไม่ชอบของหวาน จึงสั่งแค่ชาร้อนทุกครั้ง ไม่ว่าจะมาคนเดียว หรือมากับยองอุน...
ดูเหมือนว่าเขาจะคิดถึงอีกจนได้... ทั้งๆที่เมื่อวานก็เพิ่งจะโทรคุยกันไปแท้ๆ
นี่ต้องโทษว่าเป็นเพราะว่าดินฟ้าอากาศ หรือว่าเขาอ่อนไหวเกินไปดีล่ะ
บทสนทนาธรรมดาๆที่คุยกันผ่านสายโทรศัพท์เมื่อวานยังคงดังอยู่ในหัว
แม้กระทั่งว่าคนที่ปลายสายนั้นจะพูดมาด้วยน้ำเสียงแบบไหนเขาก็จำได้แม่นไม่ผิดเพี้ยน
.
.
.
“ ทำอะไรอยู่ ” เสียงอุ่นๆของปลายสายจากอีกฟากโลกทักทายมาด้วยประโยคเดิมๆเหมือนทุกครั้ง
“ เปล่าทำอะไร ” แล้วก็ตอบไปแบบเดิม ไม่ได้คิดจะกวนประสาทหรืออะไร
ก็เพราะไม่ได้ทำอะไรจริงๆอย่างที่ว่า ...เวลาคุยโทรศัพท์กับยองอุนน่ะ เขาไม่เอาอย่างอื่นมาทำแทรกหรอก...
“ เหรอ นึกว่าคิดถึงกันอยู่ซะอีก ” แต่ก็ถูกตอบกลับมาอย่างรู้ทันจนได้
“ บ้าหรือไง หลงตัวเอง...” เสียงดังขึ้นอีกนิดเพื่อกลบเกลื่อนที่อีกคนจับทางเขาได้ถูก
“ ฮ่ะๆๆ น้อยใจจัง นึกว่านายจะหลงฉันด้วยเสียอีก ... แล้วนี่กินข้าวรึยัง ”
“ ถ้ามื้อเช้าล่ะก็กินแล้ว ”
“ จองซูอา... ตอนนี้ที่นั่นบ่ายสามแล้วไม่ใช่หรือไง.. กินข้าวให้เป็นเวลาสิ
ชั้นไม่อยู่ ถ้านายล้มไปเพราะปวดกระเพาะอีก ใครจะแบกนายไปหาหมอ ”
“ ชั้นก็จะรอจนกว่านายจะกลับมาพาฉันไปนั่นแหละ ” คำพูดนั้นฟังดูไม่สนใจจะห่วงตัวเอง
แต่เจ้าตัวก็เริ่มเคลื่อนตัวเองไปอยู่หน้าตู้เย็น เพราะรู้ว่ายองอุนพูดด้วยความรู้สึกอย่างไร
“ หาอะไรลงท้องอยู่ใช่รึเปล่า ” ถามกลับมาเพราะว่าเสียงหวานๆนั้นเงียบไปพักหนึ่ง
“ อื้อ..” เสียงตอบอู้อี้เพราะกำลังจัดการกลืนนมเย็นๆลงไปรองก้นกระเพาะให้เรียบร้อย
คนที่ปลายสายจะได้ไม่มาต่อว่ากันอีก
“ ต้องให้ฉันห่วงนายก่อนหรือไงอีทึก ถึงจะยอมห่วงตัวเอง ”
“ นายต้องห่วงฉันอยู่แล้วสิ ฉันจะเอาเวลาที่ไหนมาห่วงตัวเองได้ ”
“ ทำไม ..ช่วงนี้งานยุ่งเหรอ ”
“ อื้อ ก็มัวแต่คิดถึงเจ้าอ้วนที่ไหนก็ไม่รู้ ไม่ว่างดูแลตัวเองหรอก ”
“ ... ไหนว่าไม่คิดถึงไง ” เงียบไปนิดก่อนจะว่าออกมา
น้ำเสียงแบบนี้ทำเอาจองซูเองก็จินตนาการไปว่าอีกคนก็คงยิ้มอยู่เหมือนกัน
“ นี่ เมื่อไรนายจะกลับมาซักทีล่ะ ”
“ ก็จนกว่าเคลียร์งานทางนี้เสร็จ ...จองซู นายรอได้ใช่ไหม”
“ ไม่ ฉันรอไม่ได้ ”
“ ว้า ถ้าไม่มีใครรออยู่ แล้วฉันจะกลับไปทำไมล่ะเนี่ย อยู่ทำงานที่นี่ต่ออีกสักสองโปรเจคดีไหมเนี่ย ”
“ นายก็รู้ว่าฉันรออยู่ รีบทำงานแล้วรีบกลับมาซะสิ ไอ้อ้วน ”
“ ฮ่ะๆๆๆ ครับเจ้านาย..” สรรพนามที่ถูกเรียกไม่ทำให้โกรธเคืองอะไรกลับทำให้เขาอารมณ์ดีและมีกำลังใจเพิ่มขึ้นเป็นกอง
“.............”
“ คิดถึงนายนะ จองซู ”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ก็อดที่จะแอบยิ้มนิดๆไม่ได้ ... ฉันคิดถึงนายมากกว่าแน่ๆ เจ้าอ้วนบ้ายองอุน...
เพียงแค่คิดถึงใครบางคนเท่านั้น จากชาร้อนๆ ตอนนี้กลับหลงเหลือควันเพียงน้อยนิดที่อ้อยอิ่งอยู่เหนือผิวน้ำ
คนใจลอยเมื่อครู่จึงรีบยกมันขึ้นจิบเสียก่อนที่มันจะชืดไปกว่านี้
สายตาเหงาๆทอดมองออกไปภายนอก ตอนนี้ฝนตกหนักกว่าทีแรกมาก
หยดน้ำเล็กๆมากมายสาดกระทบก่อนจะทิ้งตัวตามน้ำหนักไหลลู่ลงไปกับกระจกบานใส
...เพราะสายฝนคือหยาดหยดที่ถูดพัดพามาจากวันวานหรือไรกัน
ทุกครั้งที่ฝนตก เราจึงมักจะคิดถึงเรื่องราวในอดีตอยู่ทุกครั้งไป...
ก็ร้านนี้นี่แหละ ที่คังอินมาเทียวไล้เทียวขื่อเขาอยู่เกือบปี
ตั้งแต่สมัยยังหล่อเพรียว เป็นหนุ่มคิ้วเข้มตาคม นึกไปแล้วก็อดขำไม่ได้
“ ท่าจะเป็นเอามากแฮะ ปาร์ค จองซู ” มือบางยกขึ้นขยี้ตาเมื่อสมองของเขามันดันสร้างภาพไปว่ามียองอุนสมัยสี่ปีที่แล้วมาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าร้าน
คงเป็นภาพที่น่าขำไม่น้อยเมื่อผู้ชายคนหนึ่งมายืนแอบมองผู้ชายอีกคนที่นั่งอยู่ในร้าน
แต่สำหรับตัวเขาเองแล้ว ในตอนนั้นมันเหมือนว่าจะขำไม่ออกซะมากกว่า
เมื่อใครที่ไหนก็ไม่รู้มายืนมองอยู่เป็นนานสองนาน แอบมองเป็นเดือนๆ โดยที่ไม่เข้ามาทัก
ตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะใจกล้าออกไปถามตรงๆ ว่ามาด้อมๆมองๆเขาทำไม
สรุปเลยเป็นอันว่าคุมเชิงกันอยู่แบบนั้นหลายเดือน
จนกระทั่งวันหนึ่งที่เขาเองก็แวะมาที่ร้านนี้เป็นปกติ แต่สิ่งที่ผิดปกติไปก็คือ
ที่ประจำของเขามันไม่ว่างเหมือนเคยซะแล้ว และคงจะไม่แปลกหรอก
หากใครคนนั้นไม่ใช่คนที่เมื่อวันก่อนยังเอาแต่ยืนแอบมองเขาอยู่แต่ที่หน้าร้าน
“ ผม เอ้อ.. ผม ชื่อ คิมยองอุนครับ ” นั่นคือคำแรกที่ทำให้เขาได้ฟังเสียงของยองอุน
...เสียงนุ่มคนละเรื่องกับเสียงของเขาเลย...
“ อื้ม.. ครับ ” แม้จะเห็นหน้ากันมาพักใหญ่ แต่ก็รู้สึกงงเล็กๆน้อยไม่ได้กับคำทักทายประหลาดๆ
“ เอ่อออออ...” เสียงเอ่อยาวๆกับท่าทางหมุนไปหมุนมาไม่ทำให้แปลกใจนัก
ในเมื่อกว่าหมอนี่จะเข้ามาในร้านก็เอาแต่ยืนอยู่ข้างนอกเป็นนานหลายเดือน
“ ครับ? มีอะไรกับผมหรือเปล่า...”
“ เอ่อ ”
“ ว่าไงครับ.. ถ้าไม่มีอะไรงั้นผมขอตัวล่ะ ” แต่ยังไม่ทันที่จะได้มองหาที่นั่งที่อื่น อีกคนก็พูดขึ้นเสียก่อน
“ขอให้ผมรู้จักคุณได้ไหม เอ่อ ไม่สิ.. ผม อยากรู้จักคุณได้ไหม” คำถามที่ฟังดูแปร่งๆทำเอาผมอดขำกับท่าทางของนายคิ้วเข้มคนนี้ไม่ได้เลยจริงๆ
“ ฮ่าๆๆๆ แค่นี้เองเหรอ คุณถึงกับต้องมายืนด้อมๆมองๆผมอยู่ตั้งหลายเดือน ”
“ คุณรู้??? ” สีหน้านั้นไม่ปิดบังเลยว่าตกใจมากที่เขารู้
“ นี่คุณ ผมมีความรู้สึกนะ มองขนาดนั้นจะไม่รู้ตัวได้ไง ”
“ ผม ผมขอโทษ ที่เสียมารยาทนะครับแต่..เอ่อ ผมไม่ได้..” มือไม้ที่ยกโบกเป็นพัลวันคงตั้งใจจะบอกว่าไม่ได้มีเจตนาร้าย
“ ปาร์ค จองซู ยินดีที่ได้รู้จักครับ ” สุดท้ายก็หมดความอดทนกับท่าทางเอ่ออ่า เลยบอกชื่อเสียงเรียงนามไปให้เจ้าตัวได้สมใจไปเสียที
นั่นอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของทุกวันนี้ก็ได้ กับคำแนะนำตัวเปิ่นๆแปร่งๆของคิมยองอุน
มือบางจับถ้วยชาหมุนเล่นไปมาแต่ก็ยังคงคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยในเมื่อฝนยังคงไม่หยุดตก
แต่ดวงตากลมคงจะปรับโฟกัสพลาดไปหน่อยกระมัง ทำให้ดันไปมองเห็นเงาสะท้อนจางๆบนกระจกใสเสียแทน
ที่โต๊ะหนึ่งภายในร้านที่เขากำลังนั่งหันหลังให้อยู่นั้น วัยรุ่นหนุ่มสาวคู่หนึ่งกำลังแอบแตะริมฝีปากกันเบาๆ
โดยที่คิดว่าคงไม่มีใครเห็น แต่สายตาของเขาก็ดันบังเอิญไปมองเห็นเข้าพอดี
นิ้วเรียวยกขึ้นแตะริมฝีปากของตัวเองเบาๆ ใช่ว่าภาพนั้นจะทำให้เขาตกใจอะไรนัก
แต่ก็แค่คิดว่า ดูเหมือนอะไรๆจะเป็นใจให้เขาเอาแต่คิดถึงเจ้าอ้วนบ้าเสียจริง...
ก็ไม่ใช่แค่ประโยคแรกที่เราได้คุยกันเท่านั้นหรอก
จูบแรกของเราก็ที่เคาน์เตอร์ริมกระจกนี่แหละ
...แม้ว่ามันจะเป็นจูบที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ก็ขอนับว่ามันเป็นจูบแรกก็แล้วกัน ก็มันเป็นจูบจากยองอุนนี่นา...
ช่วงใกล้สอบ เขามักจะมานั่งอ่านหนังสือที่นี่กับยองอุนสองคน แม้ว่าจะเรียนกันคนละสาขา
แต่เขาก็ชอบที่จะมานั่งอ่านหนังสือเงียบๆกับยองอุนมากกว่าการไปติวกับเพื่อนเป็นกลุ่มใหญ่
“ จองซู.. หมึกเลอะแก้มแล้ว นายจะชอทโน๊ตลงบนแก้มตัวเองเหรอ ” เสียงเรียกของยองอุนทำเอาเขาต้องวางปากกาเงยหน้าขึ้นมากจากหนังสือ
“ หือ... ตรงไหน ” ถามพลางเอานิ้วป้ายหน้าตัวเองเพื่อเช็ดออกไปมั่วๆ
“ เดี๋ยวฉันเช็ดออกให้ หันหน้ามาสิ... กลัวคนอื่นเขาไม่รู้เหรอไงว่าขยันเรียน ” เสียงนุ่มๆของยองอุนแกล้งแซว
“ ใช่ ขยันก็ต้องบอกให้คนอื่นรู้สิว่าขยัน ” เขาเลยย้อนกลับไปแถมเชิดหน้าให้ด้วย
“ ฮ่ะๆๆ ไม่ยอมกันเลยนะจองซู นี่..อยู่นิ่งๆสิ ”
ยังจำได้ถึงดวงตาสีดำสนิทของยองอุนที่จ้องมองมา
ใบหน้าของยองอุน โน้มเข้ามาใกล้อีกนิดเพื่อดูว่ารอยเปื้อนนั้นหมดไปหรือยัง
อันที่จริงที่เขาแกล้งเชิดใส่นั่นก็เพราะว่าเขาไม่กล้าจะสบตากับยองอุนตรงๆต่างหาก
แต่ในขณะที่มืออุ่นๆกำลังเช็ดรอยหมึกออกจาแก้มของเขาอยู่นั่นเอง
กระเป๋าเป้ตุงๆของเด็กน้อยคนหนึ่งที่กำลังวิ่งโร่เข้ามาในร้านก็ปะทะเข้ากับเก้าอี้สูงที่ยองอุนนั่งอยู่เข้าอย่างจัง
ทำให้คนใจดีเสียหลัก ดีที่ว่าเขาเองเกาะเคาน์เตอร์เอาไว้ได้ทันไม่อย่างนั้นคงได้ล้มลงไปกองกันทั้งคู่
แต่ก็เพราะว่ายองอุนกำลังเสียหลักมาทางเขาแล้วเขาเองเกาะเอาไว้ได้ทันนั่นแหละ
ถึงทำให้ริมฝีปากของเราแตะกันโดยบังเอิญ
ก็แค่เพียงเบาๆเท่านั้นแต่มันความรู้สึกนั้นมันกลับชัดเจนเหลือเกิน
“ อ๊ะ! ” สองเสียงอุทานออกมาพร้อมกัน
“ ขอโทษฮะพี่ชาย ” เสียงของเด็กน้อยกล่าวขอโทษก่อนจะจากไป
แต่จำได้ว่าตอนนั้นเขาสองคนจะนึกอะไรไม่ออกเสียแล้ว
นอกจากจะเบิกตาแล้วยกมือขึ้นมาแตะริมฝีปากของตัวเองกันทั้งคู่
แม้ว่าแอร์ภายในร้านจะเย็นสบาย แต่กลับรู้สึกว่าแก้มมันจะร้อนๆขึ้นมาอย่างไรชอบกล
เมื่อมองหน้าอีกฝ่ายก็เห็นว่าแก้มของยองอุนก็แดงขึ้นมานิดๆ เหมือนกัน แบบนี้คงจะไม่ต่างจากเขานักหรอก
“ เอ่อ... ฉัน...” เสียงทุ้มเอ่ยติดๆขัดๆ
“ นายจะเขินอะไรนักหนาเล่า เป็นฉันไม่ใช่รึไงที่ต้องเขิน นายขโมยจูบฉันนะเว้ย ”
แกล้งผลักไหล่หนาออก เพราะดูท่าว่าจะเขินจนค้างอยู่ท่าไหนท่านั้น
แล้วหน้าอยู่ใกล้กันนานๆ แบบนี้ใช่ว่าเขาจะเขินไม่เป็นเสียเมื่อไหร่
ใบหน้าเขินๆของยองอุนในตอนนั้นยังคงส่งยิ้มให้เขาทุกครั้งที่นึกถึง
ไม่รู้ว่าอีกหน่อยเขาเองจะเอาสมองไปจำอะไรอย่างอื่นได้อีกไหมนอกจากเรื่องของ ไอ้อ้วนบ้า
แค่ตอนนี้มันก็กินพื้นที่ในสมองของเขาไปมากกว่าสามในสี่ส่วนแล้ว
หากให้เขานั่งคิดไปเรื่อยๆแบบนี้ จนกระทั่งร้านปิดก็เชื่อได้เลยว่ายังมีอะไรให้นึกถึงต่ออีกเยอะ
“ เฮ้อ...” ตอนนี้เขาอยากเจอไอ้อ้วนบ้าของเขาจริงๆให้ตาย
เขาคงจะคิดถึงคิมยองอุนมากไปเสียแล้ว คงเป็นเพราะฝนเพราะฟ้าแน่ๆ
‘ ถ้าฉันกลายเป็นคนที่อยากจะเอาแต่ใจขึ้นมา เธอจะต่อว่าฉันไหมนะ? ’นั่นสิ.. แล้วถ้าฉันเกิดอยากจะเอาแต่ใจขึ้นมาตอนนี้ นายจะบ่นฉันไหม?
เขารู้ดีว่า เส้นทางของเราไม่ได้ซ้อนทับกันตลอดเวลาหรอก
บางทีมันก็แยกห่างออกจากกันด้วยหน้าที่และเส้นทางของเราที่มันแตกต่างกันออกไปบ้าง
แต่เราก็ตกลงกันและเข้าใจดีว่าบางเวลาเราอาจจะไม่ได้เจอหน้ากัน
แต่บางครั้ง ก็ต้องยอมรับว่าใจเขามันก็ดื้อและแกล้งไม่เข้าใจข้อตกลงของเรา
อย่างเช่นในวันนี้ที่เราเจอกันไม่ได้ แต่เขากลับอยากเจอยองอุนเหลือเกิน คิดถึงที่สุด
ความคิดแบบเด็กเอาแต่ใจเลยผุดขึ้นมาในหัว
...ฝนหยุดตกเมื่อไรล่ะก็ เขาจะรีบออกไปหายองอุนดีหรือเปล่า หรือว่าจะโทรให้ยองอุนรีบออกมาหาเขาดีนะ ...
แต่มันจะเป็นแบบนั้นไปได้อย่างไรในเมื่อตอนนี้ยองอุนคงกำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ที่อีกซีกโลกหนึ่ง
...คิดถึงจัง อยากโทรไปหา แค่ได้ยินเสียงก็คงดี
แต่ข้ออ้างข้อไหนจะฟังดูมีเหตุผลมากพอที่ฉันจะโทรไปปลุกนายขึ้นมาคุยกันกลางดึกกันนะ...
ดวงตากลมๆเหม่อมองขึ้นไปบนฟ้าด้วยหวังว่ามันจะเป็นทางที่เชื่อมเขากับคนในความคิดเอาไว้ด้วยกัน
ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว และพระอาทิตย์ก็กำลังจะหลบหายไปห้านหลังฉากที่เต็มไปด้วยตึกระฟ้าของเมืองใหญ่
องค์ประกอบที่ครบถ้วนนี่เองที่ทำให้ท้องฟ้าวันนี้ต่างไปจากทุกวัน
ทั้งไอชื้นในอากาศ กับแสงที่ส่องกระทบ
มันหักเหจนกลายเป็นเส้นแสงสวยๆหลากสีพาดยาวข้ามท้องฟ้าสีมัวที่เริ่มจะสดใสขึ้นกว่าเมื่อครู่เล็กน้อย
และนั่นเองที่ทำให้ดวงตากลมที่เคยเหม่อมองกลับไหวระริกด้วยความยินดี
...ใช่แล้ว รุ้งกินน้ำ...
next entry